Dine in the dark - มื้อค่ำในความมืดสนิท
เย็นวันนี้ ได้มีโอกาสไปทานอาหารพิเศษที่ร้านชื่อว่า "Dine in the dark"
ร้าน "Dine in the dark" นี้เป็นส่วนหนึ่งของ BarSu ในโรงแรม Sheraton Grande สุขุมวิท เป็นร้านอาหารที่คุณจะได้นั่งทานอาหารทุกอย่างอยู่ในความมืด คุณจะได้รู้จากประสบการณ์จริงว่าการนั่งทานอาหารเหมือนคนตาบอดนั้นรู้สึกอย่างไร บริกรทุกคนในร้านเป็นคนตาบอด และรายได้ส่วนหนึ่งของร้านจะถูกนำไปบริจาคให้กับมูลนิธิคนตาบอด ดังนั้น ในมื้อนี้ นอกจากได้เรียนรู้ประสบการณ์แล้ว ยังได้ทำบุญไปในเวลาเดียวกันด้วยค่ะ
ฉันกับกลุ่มเพื่อนๆนัดเจอกันในเวลา 18:30 ที่ร้าน Barsu ชั้นใต้ดินของโรงแรม หลังจากทุกคนมาครบแล้ว พนักงานได้เดินมาถามว่าแต่ละคนอยากเลือกทานอาหารประเภทไหน มีให้เลือกระหว่าง Western, Asian, Vegetarian และ Chef's Special
ฉันเลือก Chef's Special โดยเมนูอาหารจะมีทั้งหมดสี่คอร์ส
นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่พวกเราได้รู้ เราเลือกได้ว่าจะทานอาหารประเภทไหน แต่จะไม่ทราบเลยว่าเมนูที่ได้ทานจะมีอะไรบ้าง หลังจากนั้นพนักงานก็เอาผ้ากันเปื้อนมาแจกพร้อมนำกระเป๋าถือและทรัพย์สินของทุกคนไปเก็บใน locker ทางร้านห้ามไม่ให้เอาของทุกอย่างที่เรื่องแสงได้เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นมือถือ นาฬิกา หรือเครื่องประดับ
จากนั้นพนักงานก็พาพวกเราไปแนะนำให้รู้จักกับพนักงานประจำโต๊ะของเราในคืนนี้ ชื่อคุณหมี ซึ่งเป็นผู้พิการทางสายตา คุณหมีบอกให้พวกเราเข้าแถวเรียงหนึ่ง เอาสองมือจับไหล่คนข้างหน้าเหมือนเตรียมเล่นรถไฟ จากนั้นคุณหมีก็เดินนำพวกเราเข้าไปในร้าน ซึ่งอยู่หลังผ้าม่านดำขนาดใหญ่ เราเดินผ่านผ้าม่านอันแรกเข้าไป ตามด้วยอันที่สอง จากนั้นทุกอย่างก็มืดสนิท ไม่เห็นอะไรอีกเลย ขบวนของเราเดินลัดเลาะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามคุณหมีผู้นำขบวนกันไปสักพัก คุณหมีก็บอกว่าถึงโต๊ะแล้ว ให้หยุดอยู่กับที่ และคุณหมีก็มาจูงเราทีละคนไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง
สิ่งแรกที่ฉันคิดคือ มันมืดมากๆๆๆๆๆ ในชีวิตไม่เคยอยู่ที่ไหนที่มืดสนิดขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ในห้องนอนฉันที่เป็น black out curtain แล้ว ก็ยังสว่างกว่านี้หลายเท่า มันมืดชนิดที่ว่าเอามือตัวเองมาอยู่ตรงหน้าตัวเองก็ยังไม่เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว
พอทุกคนนั่งเข้าที่แล้ว คุณหมีก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับโต๊ะของพวกเรา ว่าตรงหน้าพวกเราจะมีผ้ารองตัก ด้านซ้ายจะเป็นส้อม ด้านขวาจะเป็นช้อน ตามด้วยมีด ด้านบนของช้อนและมีดจะเป็นแก้วน้ำ พวกเราทุกคนก็เริ่มคลำตามคำบอก และเมื่อทุกคนพอจะรู้แล้วว่าอุปกรณ์อะไรอยู่ตรงไหน คุณหมีก็เอาอาหารแต่ละคอร์สมาเสิร์ฟ เริ่มด้วยอาหารเรียกน้ำย่อย ตามด้วยซุป Main course และของหวาน ทุกคนต่างคาดเดากันไปต่างๆนาๆว่าตัวเองกำลังทานอะไรอยู่
เมื่อทานอาหารทุกอย่างเสร็จแล้ว คุณหมีก็พาพวกเราเดินขบวนกลับออกมาข้างนอกร้าน และพนักงานก็ได้เอารูปอาหารที่พวกเราเพิ่งรับประทานกันเข้าไปมาให้ดู เดาถูกบ้างผิดบ้าง ประหลาดใจบ้างก็ว่ากันไป
ประสบการณ์จากการทานอาหารมื้อนี้ที่ฉันได้เรียนรู้ก็คือ มีหลายสิ่งอย่างเหลือเกินที่คนครบ 32 อย่างเราๆทำระหว่างทานอาหารกันเป็นเรื่องง่ายๆธรรมดาๆที่เราไม่ต้องคิด แต่กลับเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามสูงมากสำหรับผู้พิการทางสายตา ยกตัวอย่างเช่น
- การพูดคุยกันบนโต๊ะอาหารต้องตั้งใจฟังกันเป็นพิเศษ เพราะไม่มีใครเห็นหน้าใคร และไม่มีใครรู้ว่าใครนั่งอยู่ตรงไหนบ้าง เรารับรู้ได้อย่างเดียวคือทางเสียง ต้องจำเสียงของเพื่อนๆทุกคนให้ได้ จะได้ทราบว่าใครกำลังพูดกับเราอยู่ ซึ่งข้อดีก็คือ ทุกคนกลายเป็นคนมีมารยาทไปโดยปริยาย ถ้าใครคนนึงกำลังพูดอยู่ คนอื่นจะเงียบและฟัง ไม่มีการพูดซ้อนกัน
- เรื่องง่ายๆอย่างเทน้ำใส่แก้วไม่ให้หกหรือล้นกลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที
- ตักอาหารก็ยาก หลายครั้งที่ฉันตักอาหารใส่จมูกหรือคางตัวเอง บางครั้งก็เอาช้อนส้อมเปล่าเข้าปากเพราะตักลงไปไม่โดนอาหารในจาน
- ต้องเอาช้อนกวาดไปรอบๆจานอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้รู้ว่า อาหารอยู่ส่วนไหนของจาน และเหลือปริมาณแค่ไหน
- การสนทนาบนโต๊ะจะไม่ค่อยมีเรื่องทั่วไป แต่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมื้ออาหารของเราเสียส่วนใหญ่ เช่น "นี่มันอะไรอ่ะ" "ฉันว่าปลาแน่ๆ" "ไม่อ่ะ ฉันว่าเนื้อ" "ช่วยด้วย ฉันหาส้อมไม่เจอ" "เธอคิดว่าเก้าอี้ที่พวกเรานั่งอยู่เป็นสีอะไร"
แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องซีเรียสไปหมดซะทีเดียว ใครจะรู้ว่า แค่มีความมืด เพื่อนร่วมโต๊ะผู้สูงวัยและภูมิฐานทั้งหลายจะกลายร่างเป็นเด็กขึ้นมาทันที แต่ก็ตามธรรมชาติมนุษย์แหละ เมื่อเราทราบว่าไม่มีใครเห็นเราก็มักจะทำในสิ่งที่ปกติเราคงไม่ทำกันบนโต๊ะอาหาร
ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมโต๊ะชื่อคุณจอห์นนึกสนุก อยู่ๆก็ทำเสียงขู่เหมือนสิงโตให้ทุกคนสะดุ้งกันเล่น คุณเจอรี่ประกาศว่า จะลองเอาจมูกตัวเองไปนาบกับโต๊ะ เพื่อจะดูว่าใกล้ขนาดนั้นจะเห็นโต๊ะหรือไม่ คุณแอนนี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆก็นึกว่าคุณเจอรี่พูดเล่น จึงเอามือไปปัดแถวโต๊ะตรงหน้าคุณเจอรี่ และก็ชนเข้ากับจมูกคุณเจอรี่เข้าอย่างจัง ฉันและคุณเอมิลี่ที่ฟังจากเสียงคิดว่าน่าจะนั่งอยู่ตรงข้ามกัน เกิดนึกอยากรู้ว่าเรานั่งห่างกันแค่ไหน ตัดสินใจเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาคลำหากัน และก็ชนเข้ากับกาน้ำ ยังโชคดีที่รับไว้ทัน
ทั้งหมดด้านบนนี้คือประสบการณ์ที่พวกเราทุกคนทั้งโต๊ะได้รับรู้และเรียนรู้ด้วยกัน
นอกจากนี้ก็มีบางอย่างที่ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวฉันเองด้วย
1. ฉันรับรู้รสของ black truffle ได้ดี
2. ฉันมีความสามารถแยกแยะรสชาติช็อกโกแล็ต milk white และ dark ได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่บนโต๊ะทำไม่ได้
3. การมีประสาทสัมผัสหายไป 1 ชนิด ทำให้ฉันมีสติมากขึ้น ปกติฉันมักจะเป็นคนซุ่มซ่ามเวลาทานอาหาร ทั้งๆที่มองเห็นแต่กลับหกเลอะเทอะนอกจานหรือลงเสื้อผ้าเป็นประจำ แต่น่าแปลกที่ทั้งๆที่มื้อนี้ทานโดยมองไม่เห็นอะไรเลย แต่เมื่อกลับออกมาข้างนอกก็ต้องอึ้งว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรหกเลอะเสื้อผ้าแม้แต่นิดเดียว ผ้ากันเปื้อนที่พนักงานแจกให้ก็ยังดูใหม่เอี่ยมไม่มีร่องรอยอาหารอะไรทั้งสิ้น
ถ้ามีใครมาขอให้ฉันสรุปให้ฟังว่า การทานอาหารในความมืดรู้สึกอย่างไร
ฉันคงตอบว่า รู้สึกเหมือน ทานไปหลับไป ละเมอทานอาหาร หรือฝันว่าทานอาหาร
ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะปกติเราไม่คุ้นเคยกับการหลับตาทำอะไรทั้งสิ้นนอกเหนือจากนอน พอมีความมืดสนิทที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนว่าเรากำลังหลับตาอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้เราจะรู้ตัวว่ากำลังทานอาหารอยู่ แต่สมองจะคิดไปว่ากำลังหลับ เพราะสมองของเราเชื่อมโยงความมืดกับการนอนหลับตา
ขอบคุณเพื่อนๆกลุ่มนักกินกลุ่มนี้ ที่ชวนฉันมาพบกับประสบการณ์ Dine in the dark ในวันนี้ ทำให้ฉันรู้ว่า ตัวเองโชคดีแค่ไหนที่เกิดมาครบ 32 และทำให้ฉันนับถือคนตาบอดขึ้นอีกหลายเท่า เค้าเก่งกว่าพวกเรามาก เรานั่งกินอาหารเฉยๆยังยาก แต่เค้าต้องเดินไปมาเอาอาหารมาเสิร์ฟให้เราและช่วยเหลือเราอีกสารพัดอย่าง ทำให้ฉันทึ่งมากจริงๆ
Comments
Post a Comment