วันสุดท้ายของเลข 32
วันสุดท้ายแล้วสินะ ที่ฉันจะพูดกับใครๆได้ว่าฉันอายุ 32 ปี
ย้อนเวลากลับไปเมื่อวันเกิดครบ 32 ปีของฉันปีที่แล้ว เชื่อว่าคนรอบข้างฉัน รวมถึงตัวฉันเองคงไม่มีใครคาดคิดว่าตัวเลข 32 นี้จะกลายเป็นตัวเลขที่สอนอะไรฉันมากมาย ปี 2560 นี้คือปีชงของผู้ที่เกิดปีเถาะ ปีระกา แต่ฉัน ผู้ซึ่งเกิดปีชวด กลับรู้สึกเหมือนได้ตกลงไปว่ายน้ำอยู่ในถ้วยน้ำชาที่กำลังถูกชงอย่างเร่งด่วนจนตามไม่ทันว่าทิศไหนคือซ้าย ขวา บน ล่าง แต่ก็ใช่ว่าการชงจะมีแต่เรื่องร้ายๆ บางเวลาก็มีความสุขมากเหลือเกิน เหมือนน้ำตาลที่ถูกเติมลงมาช้อนแล้วช้อนเล่าในถ้วยใบนี้ บางเวลาก็ขุ่นมัวจนมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าเหมือนนมที่ถูกเติมลงมาในชาจนข้นคลัก ด้วยความที่ของเหลวในถ้วยใบนี้คือ ชานม มันทำให้ฉันตัดสินใจอะไรหลายๆอย่างบนพื้นฐานการเสพติดความหวานของน้ำตาล โดยมีความข้นของนมบดบังหนทางข้างหน้า ทำให้ฉันมองไม่เห็นและไม่ทันระวังตัวจากเรื่องร้ายๆที่คืบคลานเข้ามา
เรื่องใหญ่ที่ทำให้ฉันเสียใจที่สุดในปีนี้ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก เมื่อจู่ๆผู้ชายที่ฉันคบมา 5 ปี รักมาก และเชื่อมาตลอดว่าคู่ของฉันคงเป็นคนนี้ ได้เดินจากฉันไปอย่างไม่ใยดี
ฉันร้องไห้จนน้ำตาแห้ง คิดถึงจนสมองตื้อ และสุดท้ายก็พบว่า คนเราไม่สามารถอยู่ในสภาพเศร้าโศกไปตลอดได้หรอก เหนื่อยตายกันพอดี ความเศร้ามันเหนื่อยนะ ถึงจะมีคนหลายคนมาเตือน ว่าฉันต้องหันกลับมารักตัวเองให้มากกว่าที่รักแฟนเก่า แต่จริงๆแล้วลึกๆฉันก็ว่าฉันรักตัวเองมากกว่ารักแฟนเก่าอยู่แล้วนะ หรืออย่างน้อยสมองฉันก็ยังรักร่างกายของฉันอยู่ เพราะถึงแม้จะรักแค่ไหน คิดถึงแค่ไหน แต่เมื่อสมองประมวลผลได้ว่าการเฝ้ารักและคิดถึงสิ่งที่ไม่เห็นความสำคัญของฉัน มันทำให้ฉันเหนื่อยและล้ากายมาก จนสุดท้าย สมองก็ต้องสั่งให้ตัวเองหยุดเศร้า เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน
ถ้าหากใครมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องโปรดของฉัน The Sound Of Music จะมีประโยคนึงในเรื่องก็คือ
"When the lord closes a door, somewhere he opens a window".
เมื่อนึกถึงประโยคนี้ ทำให้ฉันคิดได้ว่า ถ้าหากฉันมัวแต่สนใจและจดจ้องมองแต่ประตูบานที่ปิดไป ฉันก็คงไม่ทันเห็นหน้าต่างบานใหม่ที่เพิ่งถูกเปิดออกไปที่ไหนสักแห่ง
ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องบอกลาประตูหมายเลข 32 เพื่อออกไปตามหาว่าหน้าต่างบานที่ 33 มันจะอยู่ที่ไหน จะเป็นยังไง และจะเปิดพาฉันไปไหน
ขอขอบคุณประตูหมายเลข 32 ที่ทำให้ฉันโตขึ้นอีกปี เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิต
ขอบคุณที่สอนฉันว่าเวลาไม่คอยใคร และชีวิตคนเราสั้นลงทุกปี
ขอบคุณหัวใจดวงนี้ที่แม้จะพบเจอมรสุมหนักๆมา แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้และยังทำงานต่อไปให้ฉันได้ตื่นขึ้นมาหายใจอยู่ทุกวัน
ฉัน น.ส. ลัลน์ลลิต สุภัทรวณิชย์ อายุ 32 ปี
ขอแสดงเจตจำนงว่าจะพยายามอย่างดีที่สุดที่จะใช้ชีวิตจากนี้ไปให้คุ้มค่าและมีความสุขในทุกๆวัน
Comments
Post a Comment